Header Ads

อัพเดทข่าวด่วน
recent

จบคดีประวัติศาสตร์กว่า 13 ปี ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม สั่งบริษัทเหมืองแร่ชดใช้ค่าเสียหายและฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้


จบคดีประวัติศาสตร์กว่า 13 ปี ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม สั่งบริษัทเหมืองแร่ชดใช้ค่าเสียหายและฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้
ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมชี้ บริษัทเหมืองแร่ และกรรมการผู้จัดการมีความผิดฐานก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชาวบ้านบริเวณลำห้วยคลิตี้ล่างจริง สั่งชดเชย 20 ล้าน และให้ฟื้นฟูลำห้วย ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาชี้เป็นการวางรากฐานสิทธิชุมชน และมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ก่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม
วันนี้เวลา 9.30 น. ที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ศาลได้อ่านคำพิพากษาฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในคดีที่ชาวบ้านในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง อ. ทองผาภูมิ จ. กาญจนบุรี 8 คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ ประเทศไทย จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 และนายคงศักดิ์ กลีบบัว กรรมการผู้จัดการ โดยนางสุลัตตา กลีบบัวเข้าเป็นคู่ความแทนเป็นจำเลยที่ 2 เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตาม พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยเรียกค่าเสียหาย 119 ล้านบาท และขอให้จำเลยทั้งสองฟื้นฟูลำห้วย ให้สะอาดให้เหมือนเดิม โดยศาลพิจารณาเห็นว่ากิจการเหมืองมีของเสียจากการแต่งแร่ที่เป็นพิษต่อร่างกายและถูกปล่อยลงสู่บ่อบำบัด และต่อท่อลงลำห้วยคลิตี้โดยตรง เป็นเจตนาที่ปล่อยของเสียลงลำห้วยทำให้เกิดการปนเปื้อน และเกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งผลต่อการเจ็บป่วยของชาวบ้านจริง โดยศาลสั่งให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้ง 8 ราย เป็นเงินรวม 20,200,000 บาท รวมทั้งให้จำเลยร่วมกันรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จนเป็นปรกติ
ศาลยังสั่งให้โจทย์มีสิทธิ์ร้องต่อศาลให้เพิ่มเงินชดใช้ได้ในระยะเวลา 2 ปี หากมีการเจ็บป่วยจากพิษตะกั่ว
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ซึ่งติดตามกรณีดังกล่าวและร่วมฟังคำตัดสินของศาลวันนี้ระบุว่า คดีนี้เป็นคดีที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 18 ปี โดยเริ่มเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่ปี 2541 และกระบวนการฟ้องร้องในศาลเริ่มตั้งแต่ 2546 ถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลากว่า 13 ปี วันนี้เพิ่งได้รับคำพิพากษามา ซึ่งจะต้องมีการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป แต่ก็ถือว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นมีความล่าช้า และมีผู้เสียหายบางส่วนเสียชีวิตไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้เป็นความก้าวหน้ามากถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ หลังจากที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมมา24 ปีแล้ว เพิ่งมีคดีนี้เป็นคดีแรกที่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง และศาลฎีกาได้วางรากฐานสำคัญ 3 ประเด็นคือ ยอมรับในสิทธิชุมชนตามที่มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ฉบับปี 2540 เป็นต้นมา ยอมรับในหลักผู้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมต้องรับผิดชอบแม้ไม่มีเจตนา และคดีสิ่งแวดล้อมเป็นคดีที่มีอายุความ 10 ปี ต่างจากคดีละเมิดทั่วไปที่มีอายุความเพียง 1 ปี

ที่มา https://www.facebook.com/BBCThai

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.