Header Ads

อัพเดทข่าวด่วน
recent

รัฐบาลทักษิณปราบปรามยาบ้าได้สำเร็จจริงหรือ?


รัฐบาลทักษิณปราบปรามยาบ้าได้สำเร็จจริงหรือ?

คำตอบคือ "ไม่โดยสิ้นเชิง" ออกตัวก่อนเลยว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เรากำลังพูดถึงนโยบายที่ล้มเหลว ซึ่งเป็นปัญหาที่เราคนไทยทุกคนต้องร่วมกันแก้ โดยไม่แบ่งสี (ไม่ใช่ของคุณทักษิณคนเดียวแต่เป็นของทั้งโลก ที่ยกตัวอย่างรัฐบาลทักษิณ เพื่อให้เห็นตัวอย่างได้ชัดเจน) 

นโยบายปราบปรามยาเสพติด(สงครามยาเสพติด) เป็นเหมือนยาลดความอ้วน ที่ใช้ได้ผลเพียงชั่วคราว แต่สุดท้ายกลับสร้างโยโย่เอฟเฟคอันเป็นปัญหาลุกลามไปอย่างใหญ่โตให้กับประเทศ

ณ ปัจจุบัน คุกในประเทศไทยมีจำนวนนักโทษ เกือบ 300,000 คน กว่า 70% มาจากคดียาเสพติด ซึ่ง 90% คือปลาซิวปลาสร้อย อันเนื่องมาจากผลของนโยบาย สงครามยาเสพติด ที่เอาคนเข้าคุกเป็นว่าเล่น ในขณะที่คุกสามารถจุคนได้เพียง 150,000 คน

ลองคิดดูว่าเราเอาทรัพยากรมนุษย์ อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศมาขังไว้ในคุก โดยที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินเลี้ยง ต้องจ้างคนดูแล ต้องสร้างสาธารณูปโภค ข้าว ยา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่?

ในการดำเนินคดีอาญา 1 คดี รัฐต้องใช้งบประมาณ 76,600 บาท ลองคูณดูว่าคดียาเสพติดที่แม้แต่การเสพยังเป็นคดีอาญา เป็นเงินเท่าไหร่? (1)

สังคม ถูกสื่อนำเสนอเพียงด้านเดียว ขาดการให้ความรู้รอบด้าน ยาเสพติด เสพแล้วต้องติด เสพแล้วต้องบ้า คือ ความเชื่อของสังคม ซึ่งขาดมุมมองรอบด้าน อันเป็นปัญหาที่นำมาซึ่งการ "เหยียด"

คนที่ติดคุกในคดียาเสพติด ออกมาแล้วกลายมาเป็นผู้เสพ ผู้ขายยารายย่อย เพื่อเลี้ยงชีพ ลองคิดดูครับว่าเค้าออกมาจะทำมาหากินอะไร?

ไปทางไหนก็ถูกมองเป็นคนขี้คุก ขี้ยา เป็นผู้ร้าย ชีวิตพังทลายโดยสิ้นเชิง วิชาเดียวที่เค้ามีคือ วิชายาเสพติด ที่ได้เครือข่ายมาจากเรือนจำ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้องค์กรยาเสพติดเติบโตอย่างรวดเร็ว

ปีนเสา จี้ตัวประกัน อันเป็นภาพจำของคนเสพยาบ้า ถามว่าเกิดจากฤทธิ์ยาเพียงอย่างเดียว หรือมีการกระตุ้นพฤติกรรมหมาจนตรอก ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดด้วย? อย่าลืมนะครับว่า รัฐไม่ให้ทางเลือกใดกับคนเลยในขณะนั้น ไม่ตายก็ติดคุกยาวนาน

ใน 3 เดือนแรกของนโยบายตาต่อตาฟันต่อฟันมีผู้เสียชีวิต 1,000 คน (2) ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีข่าว เมายาบ้าแล้วปีนเสา จี้ตัวประกันมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

รัฐตั้งเป้าหมายต้องมีคนบำบัด ยาเสพติด 300,000 คนต่อปี เป็นเป้าหมายเชิงปริมาณเพื่อสร้างผลงาน แต่ในเชิงคุณภาพนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

สุดท้ายก็ลงเอยไม่ต่างจากกรณีของคุก คือกลายเป็นการสร้างเครือข่ายยาเสพติดให้เข้มแข็งขึ้น กลายเป็นตลาดนัดยาเสพติด แทนที่การสร้างคุณค่าให้กับมนุษย์

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก สงครามยาเสพติดกลายเป็นโศกนาฏกรรมทางสังคมครั้งยิ่งใหญ่ ที่ทำลายชีวิตมนุษย์ไม่แพ้สงครามครั้งใด

ณ ตอนนี้ สงครามยาเสพติดของโลกเรามาถึงทางตันแล้ว หากเรายังคงดำเนินนโยบายแบบนี้ต่อไป โยโย่เอฟเฟค จะรุนแรงขึ้นจนเกินที่รัฐจะรับได้

ถึงตรงนี้เราต้องคิดร่วมกันแล้วว่าจะหาทางออกของปัญหานี้อย่างไร? ไม่ใช่ดราม่าใส่กันแบบทุกวันนี้

มันเป็นเวลาที่ทุกคนต้องเข้าใจปัญหาและร่วมกันแก้อย่างจริงจังแล้วครับ

ปล. ผมไม่ได้บอกว่ายาเสพติดไม่อันตรายนะครับ แต่กำลังบอกว่านโยบายที่ล้มเหลว ทำร้ายชีวิตคนมากว่าตัวยาเสพติดอันเป็นปัญหาที่แท้จริงเองหลายเท่านัก

ข้อมูล

(1) งานวิจัยของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิจ
(2) https://goo.gl/H7bj1b
(3) เพจ กัญชาชน

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.